แชร์ไปให้โลกรู้

Zermatt Matterhorn ไม่ไป(อีก)ได้มั้ย

Zermatt Matterhorn ผมเชื่อว่าเป็นที่เที่ยวจุดหมาย ปลายทาง ในฝันของนักท่องเที่ยวหลายๆ คน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนตัวผมเป็นการเดินทางมาเที่ยว ครั้งที่ สอง และครั้งนี้ตั้งใจมาให้ทันช่วงก่อนเปลี่ยนฤดู เป็นหน้าหนาว เพราะอยากจะมา Hiking และถ่ายรูป ภูเขาสะท้อนน้ำหลายๆ มุม แต่ช่วงเดือนที่มาเที่ยว เป็นเดือนพฤศจิกายน เลยไม่ทัน กลายเป็นว่าเส้นทาง Hiking ปิดแล้วเพราะหิมะเริ่มตก

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบมาชมวิว Matterhorn ที่ สถานี Gornergrat เป็นสถานีรถไฟ ของเมือง Zermatt ซึ่งตั้งอยู่ที่ 1,604 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ส่วนสถานีรถไฟ Gornergrat ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 3,089 เมตรซึ่งทำให้ Gornergrat เป็นสถานีรถไฟที่สูงเป็นอันดับสองในยุโรปรองจาก Jungfrau

ผมเริ่มเดินทาง จาก Spiez ด้วยรถไฟ เพื่อไปสถานี VISP จากนั้น เปลี่ยนขบวน จาก VISP เพื่อไปลงที่ Zermatt  

พอมาถึง สถานีรถไฟ Zermatt แล้วก็ ไปซื้อตั๋วกระเช้าที่ Gornergrat Bahn the Matterhorn Railway เพื่อขึ้นไป ชมวิวที่ยอดเขาที่สถานี Gonergart     

Zermatt matterhorn

เมื่อลงที่ Zermatt แล้วแนะนำให้รีบไปขึ้นกระเช้าทันทัน เพราะ โปรแกรม SBB จะคำนวณเส้นทางจุดต่อจุด แบบที่เสียเวลาน้อยที่สุดให้ ดังนั้นสมมติ ว่าคุณถึง Zermatt แล้ว ออกไปเดินเล่นที่ เมืองต่อ มันก็จะไม่ทันเวลา ที่ต้องขึ้นกระเช้า อาจจะต้องเสียเวลา รอรอบต่อไปอีก อย่างรอบที่ผมไป จากสถานีรถไฟ ผมมีเวลา 5 นาที เพื่อไปขึ้นกระเช้า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไปที่สถานีกระเช้า เพราะ แค่ 20 ก้าว จากสถานีรถไฟก็ถึงสถานีกระเช้า แต่ปัญหาจะอยู่ที่ ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋ว บางที นักท่องเที่ยวบางคนถามเยอะ บางคนติดปัญหาต่างๆ พอผ่านผมมา 2 คน เจ้าหน้าที่ปิดประตู คนที่เหลือ เลยต้องรอไปรอบต่อไป

พอมาถึง ด้านบนแล้ว สามารถไปทานอาหารได้ที่ในตึก ช่วงหน้าหนาวอาจจะไม่มีอาหารและเครื่องเดิมขาย แต่สามารถเที่ยวชมวิวได้ เราสามารถเดินขึ้นไปด้านบน ส่วนบริเวณหลังอาคาร เพื่อไปชมวิว และธารน้ำแข็งได้ แต่ถ้าใครอยากไปเดิน Hiking ชมธารน้ำแข็ง แบบเต็มอิ่มผมแนะนำ ไปเยี่ยมชมได้ที่ Alesh Glacier

Zermatt matterhorn

สมัยผมมาครั้งแรกประมาณ ปี 2014 มีศิลปิน เอารูปมาวางขาย พอดีพี่สาวฝากมาซื้อภาพวาดที่นี่ เลยได้เข้าไปคุยกับเค้า เค้าบอกว่าเคยไปเที่ยว กรุงเทพเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และเค้าจะมาที่นี่บ่อยๆ เพื่อมาวาดรูป เพราะความสวยงามของภูเขา ในแต่ละฤดูไม่เหมือนกัน ผมอุดหนุน ภาพวาดเค้ามา 1 รูป และมันเป็นการซื้อขายผ่านวีดีโอคอล ครั้งแรกของเค้าเพราะ ต้องโทรวีดีโอคอลให้พี่สาวเลือกรูป  

ที่นี่ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรให้ทำ น้องจากชมวิวและถ่ายรูป หากมาช่วงที่ร้านค้าปิดก็จะเงียบเหงาหน่อย

แนะนำให้ ขึ้นไปเที่ยวด้านบนก่อน และตอนลงมา ควรแวะที่สถานี Rotenboden (หนึ่งสถานีถัดมาตอนลง) ตรงจุดนี้ จะมีที่เดินลงไปถ่ายรูป Matterhorn สะท้อนเงาน้ำได้ (ยกเว้นหน้าหิมะ) ก็ใช้บัตรเดิมที่ซื้อตอนขึ้นมา แตะเพื่อออกจากสถานี ช่วงครั้งแรกที่มา หิมะยังไม่ตก คนสามารถเดินไปถ่ายรูปด้านล่างได้

Zermatt matterhorn
Zermatt matterhorn

ถ่ายรูปเต็มอิ่มแล้วก็สามารถนั่งรถไฟ เพื่อไปเดินเล่นที่ตัวเมือง Zermatt ได้ การมาเที่ยว Matterhorn สามารถจัดเป็น one day trip ได้ แต่ผมแนะนำให้ลองนอน ที่เมือง Zermatt ด้วย นอกจากจะมีเวลาเที่ยวมากขึ้นแล้ว ยังมีที่ท่องเที่ยวในเมืองให้เดินเล่น และวิว ของ Matterhorn กระทบพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า มันก็สวยไปอีกแบบ

หลังจากลงกระเช้ามา ก็เดินถนน Bahnhofstrasse ซึ่งเป็น ถนนสายหลักของ เมือง Zermatt ตามข้างทาง จะเป็นร้านค้าและ ร้านอาหาร เดินไปสักพัก จะเจอ โบสถ์คาทอลิก และ Matterhorn Museum พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง ข้อมูลของเมือง

Zermatt matterhorn
Zermatt matterhorn

ผมเดินมาเส้นนี้เพราะ ตอนผมลงมา ตั้งใจลงมาทาน Fondue ในร้านดังของที่นี่ Restaurant du pont แต่ใช้เวลาบนภูเขานานไปหน่อย มาถึงร้านเป็นช่วงเวลาที่ปิดพักช่วงบ่าย เลยอด ร้านส่วนใหญ่จะมีเวลาปิดช่วงบ่าย เพื่อเตรียมของและเปิดอีกทีตอนเย็น ในรอบ dinner ร้านที่ยังเปิดช่างบ่ายก็จะเป็นพวก ฟาสต์ฟูด เลยต้องไปลองทาน แมคโดนัล ที่ Zermatt แทน

Zermatt เป็นเมืองเล็กๆ สามารถเดิน ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ครบรอบเมืองแล้ว ภายในเมือง จะมีแต่รถไฟฟ้า เป็นเมืองที่ห้ามนำรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเข้าเด็ดขาด

ที่พักที่นี่ราคาค่อนข้างแพง ยิ่งในช่วงเทศกาลแล้วราคาต่อคืนอาจผ่อนคอนโดที่ไทยได้ มารอบที่สอง พวกผมเลยกลับไปนอนที่เมืองอื่น

นอกจาก การชม Matterhorn ที่ Gornergrat แล้ว ที่ Zermatt ยังมีอีกเส้นทางกระเช้าพาโนราม่า Matterhorn Express เพื่อขึ้นสู่สถานี Matterhorn Glacier Paradise บนยอดเขา Klein Matterhorn ต้องนั่งกระเช้าหลายต่อทีเดียว ถึงเป็นอีกจุดชมวิว Matterhorn ได้ใกล้ชิด สนิทสนมมาก ไว้เดี๋ยวคราวหน้าพอกลับมา Hiking แล้วจะพาไปชมกัน

แผนที่ Google Map

Tips

  • ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยทั่วไปจะยังคงมีหิมะจำนวนมาก แต่อุณหภูมิไม่หนาวมาก สามารถมา Hiking ได้
  • ฤดูร้อน ต้นเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน เหมาะกับการปีนเขา
  • ฤดูใบไม้ร่วง ปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนตุลาคม เส้นทางเดินป่าส่วนใหญ่ยังคงไม่มีหิมะ แต่เนินสกียังคงเปิดอยู่
  • ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม เป็นฤดูสกี ราคาโรงแรมอาจสูงขึ้นมากในช่วงเดือนธันวาคมโดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส

Link ข้อมูลเพิ่มเติม

1.เช็คราคาตั๋ว Gornergratbahn.ch

2. ร้าน ทาน Fondu DU PONT

ส่งท้าย สาระน่ารู้ ไว้เตรียมตัว เที่ยว Matterhorn

VISA

นักท่องเที่ยวสามารถขอวีซาสวิตเซอร์แลนด์ หรือ เชงเกน วีซา ผ่านVSF(ตัวแทน)

ภาษา

ภาษาที่คนสวิสเซอร์แลนด์ใช้ มีมากถึง 4 ภาษาได้แก่

  • ภาษาเยอรมันประมาณ 63% ซึ่งถือว่าเป็นภาษาหลักที่พบได้มากที่สุด
  • ภาษาฝรั่งเศส 23%
  •  ภาษาอิตาเลียน 8%
  • ภาษาโรมานซ์ 1%

อย่างไรก็ตามชาวสวิสเซอร์แลนด์สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดี

สกุลเงิน

ปัจจุบัน มีการใช้สกุลเงิน ฟรังก์สวิส (Swiss franc : CHF)

สภาพอากาศ

สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศ ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก เรียกว่าแทบจะทุกชม เลยทีเดียว แนะนำให้ดูสภาพอากาศคร่าวๆ และติดตามวันต่อวัน ในมือถือ

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มี 4 ฤดู ได้แก่
ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน – พฤษภาคม) อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง  6-13 องศาเซลเซียส
ฤดูร้อน (มิถุนายน – กันยายน) เดือนกรกฏาคมและสิงหาคมจะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด  อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20-28 องศาเซลเซียสในช่วงเวลากลางวัน และอุณหภูมิในตอนกลางคืนจะลดลง เหลือประมาณ 15-20 องศาเซลเซียส
ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม – พฤศจิกายน) มีฝนตกชุก อุณหภูมิเฉลี่ย 7-13 องศาเซลเซียส
ฤดูหนาว (ธันวาคม – มีนาคม) อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงนี้ประมาณ -3 ถึง 6 องศาเซลเซียส

สนามบิน

สนามบินนานาชาติซูริค หรือ “สนามบินโคลเทิน” (Kloten Airport) เป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของสวิสเซอร์แลนด์  โดยมีรถไฟสวิส (SSB CFF FFS) เชื่อมจากอาคาร Airport Center เพื่อเดินทางสู่ตัวเมืองซูริคและมีเส้นทางให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศทุกวัน หรือจะใช้บริการสนามบินเจนีวา ก็จะเดินทางได้ใกล้กว่า

ปลั๊กไฟ

ในยุโรป จะเป็นไฟ 220 โวล์ต (แบบเดียวกับไทย) เต้ารับตัวเมียเป็นขากลม 2 ขา แนะนำให้ซื้อปลั๊กแบบ Universal ไป พร้อมกับปลั๊ก 3 ตา เพื่อต่อพ่วงหากมีอุปกรณ์ชาร์จเพิ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถนำเอาไปใช้ได้

การเดินทาง

สำหรับระบบขนส่งพื้นฐานของสวิส ประกอบไปด้วย รถไฟในพื้นที่ (S-Bahn) รถราง(Tram) และรถเมล์ (Trolley Bus)


แชร์ไปให้โลกรู้
Show CommentsClose Comments

Leave a comment

I accept the Privacy Policy

error: Protected !! กดแชร์บทความจากเวบได้เลย รูปภาพและบทความมีลิขสิทธิ์นะจ๊ะ ติดต่อเราได้ที่ www.facebook.com/WanderlustOfficer