แชร์ไปให้โลกรู้

มิลาน เมืองแห่งแฟชัน มา 2 ช๊อปปิ้ง 1

มิลาน ( Milan) เมืองในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันตก, แคว้นแกรนด์ดยุกแห่งมิลาน และราชอาณาจักรลอมบาร์เดีย-เวเนเซีย

เมืองมิลานถือเป็นเมืองท่องเที่ยงสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศอิตาลี มีชื่อเสี่ยงด้านแฟชั่น ศิลปะ การออกแบบ การค้า และการเงิน เป็นที่ตั้งของอาคารตลาดหลักทรัพย์อิตาลี และสำนักงานใหญ่ธนาคารใหญ่หลายแห่ง อีกทั้งยังมีทีมฟุตบอลแถวหน้าของทวีปอย่างเอซี มิลาน นครมิลานมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนกว่า 8 ล้านคนในแต่ละปี ซึ่งต่างมาชื่นชมพิพิธภัณฑ์, ห้องจัดแสดง รวมถึงชื่นชมงานจิตรกรรมชิ้นสำคัญของศิลปินเอกอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชี

เริ่มเดินทาง เที่ยว มิลาน

ผมเดินทางจากสวิส เพื่อมามิลานเพราะอยากเข้ามาเที่ยวอิตาลี  ก่อนมาใช้เวลาศึกษา อิตาลีพอสมควร แต่ใช้เวลาในการดูสารคดี โจรล้วงกระเป๋านานกว่า หาที่เที่ยวซะอีก คือปกติไม่เคยกลัวและคิดว่าเอาตัวรอดได้ แต่ทริปนี้ไม่ได้มาคนเดียว พาแฟนมาเที่ยวเลยค่อนข้างกังวลเรื่องความปลอดภัย

Milan5

ใช้รถไฟจาก เมือง Spiez ของสวิส เพื่อเดินทาง มาที่มิลาน รถไฟที่จองไว้เกิดยกเลิกกระทันหัน แต่ก็มีขบวนอื่นสลับมาวิ่งแทน เจอนักศึกษาชาวจีน มาคุยภาษาจีนว่า ขบวนไปมิลานเป็นขบวนไหน เลยอธิบายไปว่า ขบวนเดิมหยุดวิ่งแล้ว น้องเค้าเป็นคนจีนไปเรียนที่ฟินแลนด์ แวะมาเที่ยวอิตาลี 2 อาทิตย์ ด้วยกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก พอเธอเห็น ผมกับแฟนลากกระเป๋าใบใหญ่มาสองใบ เค้าถามผมว่า มาเที่ยวกันกี่เดือน??

จาก Spiez ใช้เวลาประมาณ 3 ชม ครึ่ง ก็มาถึงเมืองมิลาน ผมจองโรงแรม Hotel Marconi ซึ่งอยู่ห่างจากสถานี Milano Centrale (สถานีหลัก) ประมาณ 900 เมตร เดินลากกระเป๋าสบายๆ แต่ จะอยู่ห่างจาก สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ประมาณ 2 กิโล แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาผม เพราะ ปกติมาต่างประเทศต้องเดินสำรวจเส้นทางและชอบเดินดูถนนหนทางของเค้าบนดินมากกว่า ลงใต้ดิน หรือใช้รถโดยสาร ยิ่งเป็นที่ อิตาลี มิลานด้วยแล้ว ผมตัดสิน ใจเด็ดขาด ว่าจะไม่ใช้รถใต้ดินที่นี่ เพราะคนเบียดกันขึ้นรถไฟและโจรชุมมาก 

เช็คอิน เก็บกระเป๋าเสร็จเราก็ไม่รีรอ ที่จะเดินสำรวจเมืองกัน มาถึงช่วงเย็น  เป้าหมายวันนี้คือไปทาน Pizza Rossopomodoro โฮมเมดกัน ปักหมุดไปที่ร้าน   เป็นร้านนิยม ของคนท้องถิ่น  ร้านอยู่ชั้น 4 ตึก Milan San Babila Brian & Barry building เราสั่ง แบบ Original มาทาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามัน Original ยังไง แต่รสชาดต่างกับไทยโดยสิ้นเชิง อร่อยในแบบฉบับของเค้า ส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาทาน เป็น คนอิตาลีทั้งนั้น

พอทานเสร็จ ก็เลยแวะเดินย่อยชิมลาง ที่ Milano Duomo ตอนกลางคืน สักพัก จากนั้น จากนั้นประมาณ ทุ่มครึ่งก็เดินกลับ ที่อิตาลีบ้านเมืองเค้าสวยก็จริงแต่ตอนดึกดูน่ากลัว และไม่สะอาดเท่าสวิส ระหว่างทางเจอคนไร้บ้านนอนตามฟุตบาทข้างทางเป็นระยะ      

Milan8

วันที่สอง ตัวอยู่มิลาน แต่ใจไปเวนิส

จริงๆวันรุ่งขึ้นมีโปรแกรมไปเที่ยวเวนิส แต่วันนี้ทั้งวันติดตาม อ่านข่าวตลอด เพราะมีพายุเข้าและเกิดน้ำท่วมหนัก ในรอบ 50 ปี หลังจากเดินกลับไป ผมเราตัดสินใจชวนแฟนเปลี่ยนแผน มาเที่ยวมิลานวันรุ่งขึ้น และรีบไปขอเลื่อนตั๋วไปเวนิส ไปอีกวัน  พร้อมกับยอมเสียค่าส่วนต่าง (เรื่องสนุกเกิดขึ้นมากมาย ที่เวนิส จากนักท่องเที่ยวกลายเป็นผู้ประสบภัย)

หลังจากเลื่อนตั๋วเสร็จแล้ว วันรุ่งขึ้น ก็ทานข้าวเช้า แล้วเริ่ม เดินสำรวจเมืองต่อ จนมาถึง  Milano Duomo ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลก ถูกสร้างขึ้นในสไตล์โกธิคและการก่อสร้างใช้เวลา 6 ศตวรรษ สร้างโดย Marco d’Agrate หลังคาของมหาวิหารแห่งนี้ยังมีระเบียง สามารถขึ้นไปเดินเล่นชมวิวได้  เราไปตอนเช้า ประมาณ 9 โมงเช้า ยังไม่มีทัวร์ลง คิวเลยยังไม่ยาว  ภายในวิหารสวยงามสมคำร่ำลือ อลังการมาก

เราเดินชมและอ่านตามป้ายเสียดายไม่ได้เช่าออดิโอไกด์มาด้วย เลยมาอธิบายประวัติศาสตร์ ด้านในไม่ถูก ด้านหน้าประตูมีทางลง ไปให้ชมซากเก่าแก่ที่ขุดพบ และข้าวของต่างๆ ของคนสมัยก่อน ไว้ให้ชม พอเดินเสร็จก็ออกมาและไปขึ้นลิฟต์ด้านหลัง เพื่อขึ้นไปชมวิว ที่ระเบียงด้านบนโบสถ์ เสียดายที่หลังคาด้านบนทำการบูรณะอยู่เลยไม่สามารถ เก็บภาพหลังคาได้สมบูรณ์แบบ

Milan7

พอกลับลงมาผมกับแฟนแวะถ่ายรูป ด้านหน้า ช่วงสายๆ คิวเริ่มยาว และคนเยอะมาก บริเวณนั้นมีรถทหาร และนายทหารพร้อมกับถือปืนเดินตรวจตราตลอด รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาทันที มีนักท่องเที่ยวจีนไปถ่ายรูปเค้า โดนพี่ทหารเรียกมาและสั่งให้ลบรูปจากกล้องเดี๋ยวนั้น

ติดกับ  Milano Duomo จะมี ห้าง Vittorio Emanuele II Gallery  เป็นห้างหรู ที่สินค้าแบรนด์เนมชั้นนำ และมีรูปลักษณ์ของห้างที่เป็นเอกลักษณ์มาก แว๊บแรกที่เห็นก็ดูรู้ว่าแพงมาก ภายในเป็นทางเดินที่มีช่องโค้ง 2 ทางเดินซึ่งตัดกันตรงพื้นที่รูปแปดเหลี่ยม จุดกึ่งกลางจะเป็นโดมกระจก และที่พื้นตรงกลางของรูปแปดเหลี่ยม มีงานโมเสก 4 ชิ้น ทำเป็นรูปตราของเมืองหลวงทั้ง 3 แห่งของอิตาลี (ตูริน, ฟลอเรนซ์, โรม) ส่วนชิ้นที่สี่คือตราของเมืองมิลาน มีความเชื่อที่ว่า ถ้าหมุนตัวด้วยส้นเท้าตรงอวัยวะเพศของวัวกระทิง (ในตราอาร์มของเมืองตูริน) ได้ 3 ครั้ง จะทำให้โชคดี มีนักท่องเที่ยวไปยืนต่อคิวหมุนตัวกันพอสมควรด้วนสัญชาติญาณเพศผู้ ผมรู้สึกถึงการถูกกระทำของวัวกระทิงได้ เลยไม่ไปหมุนตัว

พอเริ่มหิวแฟนผมเลยพาไปทาน พิซซา ที่ร้าน Spontini ร้านนี้อยู่ใกล้ๆ มีหลายสาขา เปิดมานาน อารมณ์ประมาณ Pizza Hut   เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง เป็นร้านจานด่วนไว้ซื้อกลับบ้าน ไม่ก็ ยืนทานที่ร้านจะมีโต๊ะยืน ไว้บริการแขก ผมว่ารสชาด พิซซาที่นี่ เข้มข้นกว่าร้านเมื่อวาน

Milan

ช่วงบ่าย ปักหมุดไปยัง Sforza Castle ผมเดินตามถนน สมกับเป็นเมืองแฟชัน ห้างร้าน เสื้อผ้า ของของช้อปปิ้งเยอะมาก ยาวไปตลอด ทั้งเส้น

Sforza Castle  เป็นปราสาทเรอเนซองส์ในศตวรรษที่ 15 มีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบ สร้างขึ้นโดย Francesco Sforza ภายในมี พิพิธภัณฑ์ มากมาย เช่น ศิลปะโบราณ, พิพิธภัณฑ์อียิปต์, งานศิลปะ อาจจะต้องใช้เวลา ครึ่งวันในนี้ แต่เนื่องจากพวกผมไม่มีเวลามาก เลย เดินชมความงาม แล้ว ผ่านตรงไปด้านหลัง ซึ่งเป็นสวนสไตล์อังกฤษ ขนาดใหญ่และร่มรื่นมาก มีนั่งท่องเที่ยว มาวิ่ง หรือคนท้องถิ่น พาสุนัข มาเดินเล่น เยอะแยะ พอออกมาจาก สวนก็จะเจอประตูชัย นีโอคลาสสิก 

Milan3

เราเดินวนกลับมาด้านข้างของสวน เพื่อไปต่อยัง Church of St Maria delle Grazie ซึ่งเป็นโบสถ์โดมินิกันในศตวรรษที่ 15 ถูกบรรจุเป็นมรดกโลกของยูเนสโก เพราะเป็นที่ตั้งของภาพวาดฝาผนังชื่อดัง The Last Supper  ของ Leonardo Da Vinci (ภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับอัครทูต ก่อนที่จะทรงถูกนำไปตรึงกางเขน) เนื่องจากสถานที่นี้เป็นโปรแกรมรอง เราเลยไม่ได้จองมาก่อน พอมาถึงพบว่า ตั๋วถูกจองเต็มแล้ว ยาวไปอีก 2 อาทิตย์

หลังจากผิดหวังเล็กน้อย ก็ต้องหาของหวานมาเยียวยาจิตใจ แฟนผมรีบถามอากู๋ และตรงไปที่ ร้าน Chocolat Milano เพื่อลองชิม Gelato ดู เลยลองสั่งมาชิม ปรากฎว่าหวานมาก แต่ยังหวานไม่เท่าโต๊ะด้านข้าง กลางวันแสกๆ ยังนั่งจูบกันแบบไม่เกรงใจโต๊ะผมเลย

พอเริ่มมีแรง ก็กลับไปแถว Duomo ต่อ ผมก็ปล่อยให้แฟนไปเดินช้อปปิ้ง ตามห้างแถวนั้น ส่วนผมก็เดินถ่ายรูปเล่น รอ ช่วงเย็นคนเยอะมากกว่าช่วงเช้าไปอีก แฟนผมหายไป 2 ชมครึ่ง แล้วก็กลับมาด้วยลิปติกเพียง 1 แท่ง นับว่ายังมีความยับยั้งชั่งใจ

Milan4

เราจึงหาร้านทานข้าวเย็น แต่เนื่องจากยังไม่รู้จะเลือกร้านไหน เลยมารองท้องด้วย Panzerotti  ที่ร้าน Luini  มันเป็น เจ้าดังขนมปังไส้ชีส เค้าจะใช้แป้งนุ่มๆสอดไส้ ด้วย มะเขือเทศและชีส mozzarella น่าจะเป็นร้านดัง คนเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว มีเหล่า Youtuber มารีวิว ลองไป 1 ชิ้น อร่อยดี เรียกน้ำย่อยได้ เลย แวะไปทานข้าวเย็นต่อทันที ที่ ร้าน Di Gennaro ซึ่งอยู่ถัดมาอีก 5 เมตร แฟนผมสั่ง Risotto Frutti Di Mare (seafood) กับ Pizza อิ่มอร่อยกันถ้วนหน้า เป็นอันจบทริปมิลาน

Links ข้อมูลเพิ่มเติม

1.ร้าน Pizza Pizzeria Spontini Duomo

2.ปราสาท Sforza Castle

3.Duomo Milano

4.ร้าน Pizza Homemade Rossopomodoro

แผนที่ Google Map

ส่งท้าย สาระน่ารู้ ไว้เตรียมตัว เที่ยว มิลาน

VISA

นักท่องเที่ยวสามารถขอวีซาอิตาลี หรือ เชงเกน วีซา ผ่านVSF(ตัวแทน) 

ภาษา

ประเทศอิตาลี ใช้ภาษาอิตาลีเป็นภาษาหลักและภาษาทางการ

สกุลเงิน

ปัจจุบัน มีการใช้สกุลเงิน ยูโร (EUR)

สภาพอากาศ

มิลาน อยู่ทางตอนบนของประเทศอิตาลีทำให้อากาศค้นข้างเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 13 องศาเซลเซียส อุณหภูมิจะลดต่ำในเดือน พฤศจิกายน – มีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงนี้ประมาณ 2 ถึง 9 องศาเซลเซียส และจะอบอุ่นขึ้นในเดือน เมษายน – ตุลาคม อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงนี้ประมาณ 12 ถึง 23 องศาเซลเซียส

สนามบิน

ท่าอากาศยานมิลาโนมัลเปนซา (Aeroporto internazionale Milano-Malpensa) เป็นท่าอากาศยานที่มีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศใช้บริการมากที่สุดของอิตาลี และยังเป็นท่าอากาศยานหลักของอัลอิตาเลีย สายการบินแห่งชาติของอิตาลี

 ปลั๊กไฟ

ในยุโรป จะเป็นไฟ 220 โวล์ต (แบบเดียวกับไทย) เต้ารับตัวเมียเป็นขากลม 2 ขา แนะนำให้ซื้อปลั๊กแบบ Universal ไป พร้อมกับปลั๊ก 3 ตา เพื่อต่อพ่วงหากมีอุปกรณ์ชาร์จเพิ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถนำเอาไปใช้ได้

การเดินทาง สำหรับระบบขนส่งพื้นฐานของเมืองมิลาน ประกอบไปด้วย รถไฟในพื้นที่ (S-Bahn) รถราง(Tram) และรถเมล์ (Trolley Bus)


แชร์ไปให้โลกรู้
Show CommentsClose Comments

Leave a comment

I accept the Privacy Policy

error: Protected !! กดแชร์บทความจากเวบได้เลย รูปภาพและบทความมีลิขสิทธิ์นะจ๊ะ ติดต่อเราได้ที่ www.facebook.com/WanderlustOfficer